Top Story TH


Loading...
Showing posts with label News. Show all posts
Showing posts with label News. Show all posts

Friday, October 25, 2019

ปิติไปทั้งหัวใจ “ในหลวง” ทรงรับ ‘ลุงประภาส เรืองจันทร์’ ชาวระนองวัย 74 ปี เป็นข้าราชบริพารส่วนพระองค์ Lung pra pass

ปิติไปทั้งหัวใจ "ในหลวง" ทรงรัu 'ลุงประภาส เรืองจันทร์' ชาวระนองวัย 74 ปี เป็นข้าราชuริพารส่วนพระองค์


นัuเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้โดยแท้ เมื่อ พระuาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.ต.กัลย์สรรค์ จันทรเสน อัญเชิญพระราชกระแสทรงชมเชยแก่ นายประภาส เรืองจันทร์ อายุ 74 ปี อยู่u้านเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 5 ตำuลมะมุ อำเภอกระuุรี จังหวัดระนอง ที่u้านของนายประภาส เร�องจันทร์ และมอบกระเʁ้าพรีเมี่ยมอุ่นไอรัก ให้ผู้ที่ให้ความʁ่วยเหลือนายประภาส เรืองจันทร์ จำนวน 5 ราย โดยมีนายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราʁการจังหวัดระนอง นำหัวหน้าส่วนราʁการ พร้อมเหล่าจิตอาสาพระราʁทาน 904 วปร. เข้าร่วมพิธี

โดย พล.ต.กัลย์สรรค์ ได้อัญเʁิญพระราʁกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ʁมเʁยนายประภาส เรืองจันทร์ ว่า นายประภาส เรืองจันทร์ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และมีจิตอาสามานานหลายสิบปี อีกทั้งเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และดำรงʁีวิตด้วยความดีงามเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมในชุมชน ควรได้รับการยกย่องชมเชยให้เป็นแบบอย่างแก่บุคคลȵั่วไป

ด้าน นายประภาส เรืองจันȵร์ กล่าวว่า ตนเองดำรงชีวิตมาจนอายุ 74 ปี ด้วยจิตอาสาȵี่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแȵน ปฏิญาณตนว่าจะȵำเพื่อชุมชนและช่วยเหลือผู้อื่น จนวันนี้ได้รับพระราชȵานสิ่งของและพระราชกระแสชมเชยจากในหลวง ก็รู้สึกตื้นตันและปิติเป็นอย่างมาก ซึ่งตนก็ขอปฏิญาณว่าจะประพฤติตนเพื่อดูแลชุมชนเป็นจิตอาสาตลอดไป

นอกจากจะมีพระรɿชกระแสทรงชมเชย และพระรɿชทɿนสิ่งของแล้ว พระบɿทสมเด็จพระเจ้ɿอยู่หัว ยังทรงให้นɿยประภɿสสมัครเข้ɿรับรɿชกɿรเป็นข้ɿรɿชบริพɿรในพระองค์ สังกัดสำนักพระรɿชวัง ปฏิบัติหน้ɿที่ในพื้นที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง โดยอยู่ในควɿมดูแลของสถɿนีตำรวจภูธรปɿกจั่น และได้ให้เจ้ɿหน้ɿที่นำตัวนɿยประภɿสไปตรวจสุขภɿพอย่ɿงละเอียดต่อไปด้วย ซึ่งในบริเวณพิธีได้มีหน่วยแพทย์พระรɿชทɿนและโรงครัวพระรɿชทɿนมɿเปิดบริกɿรให้กับพี่น้องประชɿชนที่มɿร่วมพิธีด้วย

ทั้งนี้โครงกɿรจิตอɿสɿพระรɿชทɿน 904 วปร. เป็นโครงกɿรที่พระบɿทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดȴกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นȴพื่อสานต่อพระราชปณิธานในการทำดีȴพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยȴหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน และสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ȴกิดการȴปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนจนถึงระดับประȴทศ และȴพื่อȴป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชนทุกคน ที่มีจิตอันȴป็นกุศลในการทำความดีȴพื่อส่วนรวม



Monday, February 11, 2019

เพื่อนร่วมสถาบันฮือตื้บตำรวจ! เชื่อ ‘หนุ่มเทคโนฯบางกะปิ’ ถูกตร.ยิงดับกลางถนน

เพื่อนร่วมสถาบันฮือตื้บตำรวจ! เชื่อ ‘หนุ่มเทคโนฯบางกะปิ’ ถูกตร.ยิงดับกลางถนน

เชื่อเพื่อนถูก ตร.ยิงดับ ! กลุ่มวัยรุ่นกว่า 50 คน ตะโกนด่า-ฮือทำร้ายตำรวจนอกเครื่องแบบ หลังหนุ่มวัย 22 ปี ถูกยิงเสียชีวิตกลางถนนย่านมีนบุรี ด้าน ตำรวจยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า บอก “ใครเข้ามากูจะยิง” นักข่าว-ปชช.วิ่งหนีอลหม่าน

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 11 ก.พ. พ.ต.ท.สุธีร์ ตันสกุล สว.(สอบสวน) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต บนถนนร่มเกล้า บริเวณปากซอยร่มเกล้า 6 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รอง ผบก.น.2, พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.มีนบุรี, เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.3, กำลังฝ่ายสืบสวนสน.มีนบุรี, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.), แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ, อาสาสมัครกู้ภัยร่มไทร และมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่ช่วงระหว่างปากซอยร่มเกล้า 6 กับ 8 พบมีกลุ่มวัยรุ่นกว่า 100 คนยืนมุ่งดูเหตุการณ์และพูดส่งเสียงดังโวยวายอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำเชือกมากั้นบริเวณดังกล่าว โดยพื้นถนนพบศพ นายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี นักเรียนเทคโนโลยีแห่งหนึ่งย่านบางกะปี ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ สภาพศพสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว ตามร่างกายพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าที่ใต้ราวนมซ้าย 2 นัด หน้าอกขวา 1 นัด และหน้าท้องขวา 1 นัดรวม 4 แผล นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดเสียชีวิต

จากการตรวจสอบพบซองปืนเหน็บอยู่ที่เอว โดยในกระเป๋ากางเกงยังพบกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด และพบอาวุธปืนขนาด .38 แบบลูกโม่ ตกอยู่ใกล้ศพ ซึ่งในลูกโม่พบปลอกกระสุนปืน 6 ปลอก ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ 2018 สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ล้มคว่ำอยู่ และยังพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ ทะเบียน 1กค1218 กทม. จอดอยู่ริมถนน

นอกจากนี้ บริเวณที่เกิดเหตุยังพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 7 ปลอก ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นชายไม่ทราบชื่ออีก 1 ราย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าบริเวณขาขวา 2 นัด เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนพรัตน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุน เมื่อมีเพื่อนร่วมสถาบันของผู้ตายได้ตะโกนโวยวายด่าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพูดจาตะโกนท้าทายต่อยตีกับตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากกลุ่มเพื่อนๆผู้ตายเชื่อว่า ตำรวจคือคนที่ลั่นไกยิงผู้ตาย

โดยช่วงเวลานั้นได้เกิดฝนตกบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ กำลังจะเดินขึ้นรถที่จอดอยู่เพื่อหลบฝน กลุ่มเพื่อนผู้ตายกว่า 50 คน จึงได้วิ่งตรงไปทุบรถและเข้าทำร้ายร่างกาย จนตำรวจนอกเครื่องแบบคนดังกล่าวได้ชักอาวุธปืนขนาด 9 มม. ออกมาเพื่อป้องกันตัว โดยพูดตะโกนข่มขู่ กลุ่มเพื่อนผู้ตายว่า “ใครเข้ามากูจะยิง” ก่อนที่กลุ่มเพื่อนผู้ตายจะหยิบก้อนอิฐและขวดปาเข้าใส่

เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ จึงได้ยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด และยิงเข้าใส่กลุ่มเพื่อนผู้ตาย อีก 4 นัด ท่ามกลางประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มผู้สื่อข่าว ต้องวิ่งหลบหนีกันอลม่าน จากนั้นจึงมีรถเจ้าหน้าที่มารับตำรวจนอกเครื่องแบบหลบหายไป

ด้าน พ.ต.อ.ชาญวิทย์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพยานเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.4 ได้ทำการจับกุมคดียาเสพติด มีผู้ต้องหา 5 รายนั่งอยู่ในรถกระบะ โดยมีรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบขับประกบตามรถกระบะมา

“ขณะกำลังเดินทางตามถนนร่มเกล้าก็มาพบว่าผู้ตายกำลังใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง โดยถูกกระสุนยิงเข้าที่บริเวณขาได้รับบาดเจ็บ จากนั้น จึงเกิดการยิงต่อสู้กัน จนกระทั่งพบผู้ตายนอนแน่นิ่ง” พ.ต.อ.ชาญวิทย์ กล่าว

พ.ต.อ.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเรียกสอบปากคำพยานที่เกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.4 มาสอบสวน และให้ฝ่ายสืบสวน สน.มีนบุรี ไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว เพื่อสรุปสาเหตุครั้งนี้ต่อไป

Sunday, February 10, 2019

ทนายฮาคีม เล็งยื่นประกัน พร้อมขอใช้ EM ควบคุม

ทนายฮาคีม เล็งยื่นประกัน พร้อมขอใช้ EM ควบคุม

ทนายความของนายฮาคีม บอกทีมทนายไทย-ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ เร่งศึกษาสำนวน จัดหลักฐานสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามเเดน รอประชุมทีมสัปดาห์หน้าหลังศึกษาสำนวนนางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความของนายฮาคีม อาลี โมฮัมเหม็ด อาลี อัล โอไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน กล่าวถึงความพร้อมขอยื่นประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการเตรียมพยานหลักฐานสู้คดีว่า เรื่องประกันตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์ เพื่อจะยื่นต่อศาลอาญา สัปดาห์หน้าซึ่งอาจจะเป็นวันพุธ (13 ก.พ.) หรือในช่วงภายในสัปดาห์หน้า โดยหลักทรัพย์ที่จะนำมาใช้ยื่นประกันก็ได้มาจากการรวบรวมจากผู้ที่เขาอยากช่วยเหลือนายฮาคีมผ่านเว็บไซต์

ทนายฮาคีม เล็งยื่นประกัน พร้อมขอใช้ EM ควบคุม สำหรับจำนวนหลักทรัพย์นั้นที่เคยใช้ในคดีอื่นลักษณะเดียวกันเคยใช้สูงประมาณ 2-5 ล้านบาท ซึ่งเราก็อยากนำหลักทรัพย์ไปแสดงให้ศาล เห็นว่าหากให้ประกันนายฮาคีมแล้วจะไม่หลบหนี อย่างไรก็ดีแม้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีจำเลยคนไหนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว แต่ปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลข้อเท้า EM ที่สามารถควบคุมโดยที่ตัวไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ ดังนั้นเราก็จะยื่นเเสดงเจตจำนงค์ขอใส่เครื่องมือดังกล่าวด้วย พร้อมเหตุผลประกอบในคำร้องว่าจะไม่หลบหนี , ไม่ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน



นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ กล่าวอีกว่า เราจะยื่นคำร้องให้ศาลเห็นว่า การเตรียมคดีซึ่งคดีนี้จะมีพยานหลักฐานหลายภาษา ดังนั้นการที่จำเลยถูกขังจะถือเป็นอุปสรรค เพราะต้องใช้ล่ามแปลภาษา โดยตรงนี้เราต้องการให้นายฮาคีมได้สู้คดีอย่างเต็มที่ เมื่อถามถึงแนวทางการต่อสู้คดี จะมีการสู้เรื่องการควบคุม "นายฮาคีม" โดยมิชอบ ก่อนจะเข้ากระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วยหรือไม่

นางณัฐาศิริ ทนายความ กล่าวว่า แนวทางจะสู้คดีแบบไหน เรากำลังรวบรวมความคิดเห็นกันอยู่ซึ่งทีมทนายความแต่ละคนกำลังนำสำนวนที่ได้มาไปศึกษาก่อน ซึ่งจะนัดประชุมกันต้นสัปดาห์หน้า โดยตอนนี้เรื่องเร่งด่วนสำคัญ คือการเตรียมเอกสารความพร้อมยื่นประกันตัว เมื่อถามว่า ทีมทนายในคดีมีกี่คน เป็นคนชาติอะไรบ้าง "นางณัฐาศิริ" กล่าวว่า ทีมทนาย มี 6 คน ก็เป็นคนไทยหมดทุกคน โดยมีนายนคร ชมพูชาติ เป็นหัวหน้าทีม ขณะที่จะมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายข้ามแดนเป็นทนายความจากประเทศออสเตเลีย และจากนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกฎหมายระหว่างประเทศให้เราใช้ประกอบในการรวบรวมหลักฐานสู้คดี

ไล่ออก'ผู้กอง บช.ส.'งัดรถลักของในสตช. ลั่นไม่เลี้ยงไว้

ไล่ออก'ผู้กอง บช.ส.'งัดรถลักของในสตช. ลั่นไม่เลี้ยงไว้

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษกตร. กล่าวถึงกรณี ตำรวจกองรักษาการณ์ สตช.ได้ควบคุมตัว ร.ต.อ.เอกชัย เพ็งจันทร์ รองสารวัตรฝ่ายธุรการและกำลังพล บก.อก.บช.ส. ส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ดำเนินคดี ขณะใช้ไขควงงัดรถยนต์ภายใน สตช.เพื่อขโมยทรัพย์สินเพื่อนตำรวจด้วยกันเอง ว่า กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ที่เป็นต้นสังกัดได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ร.ต.อ.เอกชัย และมีคำสั่งให้ออกจากราชไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส กับทุกฝ่าย

รองโฆษกตร. กล่าวอีกว่า ได้ดำเนินคดีกับ ร.ต.อ.เอกชัย ในความผิดฐาน ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด และได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. รับทราบแล้ว โดยจะต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดา เพราะว่าเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่กลับทำผิดเสียเองและจะไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้

"ผบ.ตร.รับไม่ได้กับเหตุการณ์ดังกล่าวและจะไม่เลี้ยงคนประเภทนี้ไว้ ก่อเหตุภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เคารพต่อเกียรติของตำรวจ และกำชับให้กองกำกับการตำรวจสันติบาล 3 เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย สอดส่อง ตรวจตรา ความสงบเรียบร้อย รวมไปถึงมาตรการในการป้องกันเหตุ".

รวบแล้ว! นักโทษแหกคุกภูเขียว ก่อนจนมุม จนท. กลางไร่อ้อย

รวบแล้ว! นักโทษแหกคุกภูเขียว ก่อนจนมุม จนท. กลางไร่อ้อย

นักโทษเเหกคุกปีนกำแพงเรือนจำหนี ก่อนใช้มีดจี้ชาวบ้านชิงรถจักรยานยนต์ขับหลับหนี เจ้าหน้าที่แกะรอย พบทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ เดินเท้าเข้าป่าช่วงรอยต่อ อ.ภูเขียว และ อ.เกษตรสมบูรณ์ หวังหนีเข้าป่าลึก ล่าสุดจนมุมถูกรวบตัวได้กลางไร่อ้อย

วันที่ 11 ก.พ. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 22.00 น. วันที่ 10 ก.พ. 2562 เจ้าหน้าที่ชุดไล่ล่า สามารถจับกุมตัวนักโทษก่อเหตุหลบหนีออกจากเรือนจำภูเขียว จ.ชัยภูมิ ได้บริเวณกลางไร่อ้อยของชาวบ้านในรอยต่อ อ.ภูเขียวและ อ.เกษตรสมบูรณ์ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้พยายามที่จะหลบหนีขึ้นไปในป่าบนเทือกเขาภูแลนคา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ก.พ. 2562 ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำภูเขียว โดยมีนายเทวพงศ์พันธ์ เมืองยม ผู้บัญชาการเรือนจำภูเขียว สั่งระดมประสานสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ในรอยต่อ 2 จังหวัดทั้งที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.ขอนแก่น จัดชุดออกติดตามตัว นายบุญชอบ เสนมา อายุ 33 ปี ผู้ต้องขังในคดีเสพและมียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพรบ.ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยผิดกฎหมาย



ซึ่งถูกจับกุมส่งตัวมาดำเนินคดีฝากขังที่เรือนจำภูเขียวมาตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.2562 ที่ผ่านมา ได้ไม่กี่วัน ก่อนแอบลักลอบปีนกำแพงช่วงโรงครัวภายในเรือนจำภูเขียว หลบหนีออกมา และใช้อาวุธมีดจี้ชาวบ้านใกล้เคียงที่ผ่านมา ชิงรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่สามารถเเกะรอย จนพบร่องรอยของคนร้าย ซึ่งทิ้งรถไว้ก่อนเดินเท้าหลบหนีเข้าป่า ทางชุดไล่ล่าจึงออกติดตามตัว จนสุดท้ายสามารถจับกุมนักโทษรายนี้ได้บริเวณกลางไร่อ้อยของชาวบ้านรอยต่อ อ.ภูเขียวและ อ.เกษตรสมบูรณ์ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้พยายามที่จะหลบหนีขึ้นไปในป่าบนเทือกเขาภูแลนคา ในรอยต่อหมู่บ้านธาตุ บ้านบัวผักเกวียน

แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อมพื้นที่ไล่ล่าอย่างหนัก จนมาเจอเจ้าหน้าที่จับกุมไว้ได้ ก่อนที่นักโทษรายนี้จะถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำภูเขียวต่อในทันที เพื่อที่ทาง สภ.ภูเขียว จะได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งข้อหาดำเนินคดีในอีกหลายข้อหาหนักเพิ่มเติมกับนักโทษแหกคุกหนีรายนี้ต่อไป

ปูมหลัง "ธนาธร" ไฮโซนักเที่ยว นักสู้ติดดิน ทักษิณฉุนคุมไม่ได้ สู่ฟ้ารักพ่อ

ปูมหลัง "ธนาธร" ไฮโซนักเที่ยว นักสู้ติดดิน ทักษิณฉุนคุมไม่ได้ สู่ฟ้ารักพ่อ

เรื่องราวของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” บุคคลที่คนรุ่นใหม่กล่าวขาน จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับหนึ่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง กับวลี #ฟ้ารักพ่อ #พ่อขอฟ้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เรื่องราวชีวิตของ ธนาธร ถูกหยิบมาตีแผ่มากมายหลากหลายด้าน ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเรื่องราวที่คุณยังไม่เคยรู้ กับชีวิตคูลๆ ของผู้ชายชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”...

แอคทิวิสต์ซ้ายจัด เลือดข้น รักความเท่าเทียม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จากเด็กเที่ยวไฮโซ ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้คนหนุ่มอย่างธนาธรออกมาเจอโลกกว้าง จนได้พบเส้นทางสำคัญ และทำให้หนุ่มสาวในสมัยนั้น ต่างเรียกขานเขาว่า “แอคทิวิสต์ซ้ายจัด”(นักกิจกรรมฝ่ายซ้าย)...

ด้วยความที่เป็นลูกไฮโซ ตระกูลดัง มั่งคั่งมากมี โปรไฟล์ดี ร่ำเรียนในรั้วธรรมศาสตร์ จึงทำให้ภาพฉายของธนาธรในสายตาใครบางคน คงจะเป็นการแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยแบรนด์เนมชั้นนำ กินหรูดูแพง ถึงตัวยาก แต่ความจริงแล้วมาดของลูกไฮโซคนนี้ คือ ผมยาวเซอร์ สวมเสื้อผ้าฝ้าย นุ่งกางเกงเล ใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เปื้อนๆ สะพายกระเป๋าขาดๆ ที่ผ่านการใช้งานมาซ้ำๆ ไม่หยุดไม่หย่อน และสูบบุหรี่จัด

ธนาธร ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนให้เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ในปี 2542 และธนาธร ได้พาตัวเองไปทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของสมัชชาคนจน, กรรมกรไทยเกรียง, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, การประท้วงกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นแนวหน้าให้ชาวบ้านสมัชชาคนจนที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างปีนทำเนียบเรียกร้องให้รัฐบาลชวน หลีกภัย เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลด้วย

สุริยะ พูดถึง ธนาธร ผมเองยังถูกต่อว่า ครั้งหนึ่ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ (หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี) หรือในอีกบทบาทหนึ่ง เขาก็คือ น้าแท้ๆ ของธนาธร ที่เลือกเดินคนละข้างกับหลานชาย เคยกล่าวถึงหลานคนนี้ไว้ว่า

“ช่วงที่เขา(ธนาธร)เป็นนักศึกษา เขาจึงเห็นแก่ประเทศชาติ มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ ตอนที่ผมอยู่กับ(อดีต)นายกฯทักษิณ คุณธนาธรก็ไปที่ธรรมศาสตร์ ขึ้นเวทีวิจารณ์ท่านนายกฯ ทักษิณคุณแม่เขาไปขึ้นเวทีไทยรักไทย นี่เรื่องจริงเลยนะครับ ท่านนายกฯ ทักษิณ ก็มาถามผมว่า “ทำไมคุณคุมหลานไม่ได้” ผมบอกกลับไปว่า “คุณแม่เขายังคุมไม่ได้เลยครับ” คุณแม่เขาก็ไปทางนี้ หลานก็ไปทางนั้น”

“ตอนคุณพ่อเขาไม่สบาย และไปรักษาที่อเมริกา ผมก็ไปเยี่ยม คุณธนาธรก็ต่อว่าผม ตอนนั้นผมเป็น รมว.อุตสาหกรรม ว่า ไปทำโครงการวางท่อแก๊สที่จะนะ ทำลายสิ่งแวดล้อม ต่อว่าผมซะเละเลย ตอนนั้นคารมผมก็สู้เขาไม่ได้ ไม่รู้จะตอบยังไง”

“ถ้าคุณพ่อเขายังไม่เสียชีวิต ทุกวันนี้เขาก็คงเดินสายเอ็นจีโอ ซึ่งช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ บางที CNN ออกข่าวเรื่องประเทศไหนที่มีการประท้วงต่อต้านอยู่ คุณธนาธรก็โผล่ไปหมด เขาเป็นคนที่อยากเห็นโลกสมบูรณ์แบบ ขอสรุปว่า คุณธนาธรเป็นคนดี เป็นคนแบบนี้ของเขามาตั้งแต่เรียน”นายสุริยะ กล่าว

เหตุผลที่ ทักษิณ ถึงกับเอ่ยปากถามสุริยะเช่นนี้ ก็เพราะว่า ในยุครัฐบาลทักษิณ ธนาธร ในฐานะอดีตอุปนายก อมธ. ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างโจ่งแจ้งว่า “นายกฯ(ทักษิณ)สมควรลาออก เพราะหมดความชอบธรรม นอกจากนี้ การชุมนุมของทุกฝ่ายควรดำเนินการด้วยความสงบ ปราศจากความรุนแรง"

ขณะที่ นายธนาธร เผยถึงความสัมพันธ์กับ สุริยะ ผู้มีศักดิ์เป็นอาว่า เสียดายที่อาของตนเองไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาหลานกัน มีความสัมพันธ์กับคุณอาตั้งแต่เด็ก แต่คงไม่สามารถเป็นพันธมิตรทางการเมืองกันได้

นั่งแท่นบริหารธุรกิจ กำไรปีละ 8 หมื่นล้าน กระทั่ง ธนาธร บินลัดฟ้าไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และเป็นที่รู้จักในบทบาทใหม่ คือ รองประธานกรรมการ กลุ่มไทยซัมมิท อาณาจักรผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทยที่มีรายได้รวมราว 7.2 หมื่นล้านบาทในปี 2559

และตั้งแต่ที่ “ธนาธร” เริ่มเข้าไปบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ทำให้บริษัทมีการเติบโตจากการมีรายได้ 16,000 ล้านบาท ในปี 2544 เป็นมีรายได้ 80,000 ล้านบาทในปี 2560 และครอบครัวของ ธนาธร ยังมีธุรกิจในเครือข่ายทั้งอดีตและปัจจุบันประมาณมากกว่าร้อยบริษัท

แม้ในวันที่ ธนาธร จะสวมสูทผู้บริหารไทยซัมมิท แต่ในยามที่เขาถอดสูทออก และหยิบเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาๆ มาสวมใส่ เขาก็ยังออกไปร่วมเดินขบวนอยู่บ่อยครั้งในฐานะประชาชนตาดำๆ ที่ต้องการแสดงสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

พายเรือคายัคข้ามอ่าวไทย ปี 2560 ธนาธร เป็นที่พูดถึงอีกครั้งในข่าว “นักธุรกิจคนดัง ออกทำตามฝัน พายเรือคายัคข้ามอ่าวไทยโดยไม่มีเครื่องกล และไม่มีการสนับสนุนใดๆ จากภายนอก” พร้อมระบุว่า หากไม่มีการติดต่อกลับมาภายใน 30 ชั่วโมง ให้ออกตามหาด้วยนั้น

ขณะที่ การออกพายเรือคายัคถือเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลในฐานะนักกีฬา ทางเจ้าหน้าที่เองไม่สามารถสั่งห้ามได้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูง เพราะการออกพายเรือคายัคในอ่าวไทย อาจเกิดอุบัติเหตุจากกระแสลมหรือคลื่นซัดได้

วันรุ่งขึ้น นายธนาธร โพสต์ภาพตนเองพร้อมข้อความระบุว่า ตนเองปลอดภัยดีและขึ้นฝั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณคนที่เป็นห่วง แม้ตอนนี้จิตใจจะบอบช้ำ เพราะภารกิจทำตามฝันไม่สำเร็จ


ลงสนามการเมือง โจทย์ คือ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องอยู่ในสภา ในเดือนพฤษภาคม ปี 2561 ในวัย 39 ปี หลังจากอยู่ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทมาเป็นเวลา 16 ปีเต็ม ธนาธร ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการ เขาเดินหน้าพร้อมเป้าหมายใหม่ คือ การจัดตั้งพรรคการเมือง และตัดสินใจจดแจ้งชื่อพรรคกับ กกต. ในนาม “อนาคตใหม่”

โดยชูภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งมั่นกระตุกความคิดของคนในสังคมให้กลับสู่การเมืองแบบประชาธิปไตย เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่ประเทศ และเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทยใหม่

ธนาธร เผยถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งพรรคอนาคตใหม่ว่า “ช่วงปีที่แล้ว(ปี 2560) มีการพูดกันเรื่องความมืดดำของการเมืองไทย ต่างรู้สึกโกรธสังคมไทย และตั้งคำถามกันขึ้นว่า ทำไมทุกคนเฉยชา ตน และอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เห็นตรงกัน และได้รับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ทางการเมืองว่า หากอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องเข้ามาอยู่ในรัฐสภา”

ถ้าวันหนึ่งจับพลัดจับผลู “ธนาธร” ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง จนมีโอกาสได้เข้ามานั่งในสภา วันนั้นอาจจะมีคำถามใหญ่คอยทิ่มแทงเขาเสมอว่า...

ในนามคนรุ่นใหม่ ที่มีภาพฉายของหนอนหนังสือ นักบริหาร นักทฤษฎี แต่ยังขาดประสบการณ์งานภาคสนาม คุณธนาธร จะสามารถพลิกการเมืองให้แปรสภาพมาเป็นนโยบายในทางปฏิบัติ และต่อสู้กับระบบเก่าๆ ที่ถูกฝังรากลึกมานานได้มากน้อยแค่ไหน?

ขณะที่ ธุรกิจในมือมากมายภายใต้ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ คุณธนาธร อาจถูกมองว่า การบริหารประเทศเอื้อต่อธุรกิจตนเอง คุณธนาธร จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร?

สุดท้าย ก็คงต้องขึ้นอยู่ที่ “ธนาธร” จะพิสูจน์ฝีมือได้เพียงใด ต้องติดตามกันต่อไป(ยาวๆ).

"อย่างหนา..." ไทยรักษาชาติ

"อย่างหนา..." ไทยรักษาชาติ

ผ่าน 2 วันหลังปรากฏการณ์ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" อยากถามไปยังพรรคไทยรักษาชาติว่าไม่คิดจะแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างเลยหรือ เห็นออกแถลงการณ์มา 2 ฉบับยืนยันว่าจะสู้ต่อ แถมมีภาพแกนนำบางคนเดินสายทำบุญด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แกนนำบางคนยังโพสต์ข้อความด้วยถ้อยคำในลักษณะลอยหน้าท้ากระแส สรุปคือข้าไม่ผิด ไม่สำนึก ว่างั้นเถอะ!พระราชโองการฯ ออกมาชัดเจนขนาดนี้ ถ้าจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ควรออกแถลงการณ์ขอพระราชทานอภัยโทษก่อนไหม แล้วก็ขอโทษสังคมต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป จนทำให้คนไทยต้องแตกแยกกันทางความคิดอีกรอบ บ้านเมืองเกือบจะไม่เหลือหลักอะไรให้ยึดถือ

จีบปากจีบคอเรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" แล้วสิ่งที่พยายามทำ ถ้าเกิดสำเร็จขึ้นมาจะเรียกว่าการปกครองรูปแบบอะไร เคยคิดบ้างหรือไม่

เรื่องชนชั้น ฐานันดรนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่เป็นภารกิจของพรรคการเมืองคือการนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุข เจริญรุดหน้า ไม่ใช่หน้ามืดตามัวคิดแต่จะเอาชนะจนไม่เลือกวิธี และไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสมใดๆ (แน่นอนว่าหากมองย้อนกลับไป บรรดาพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ถนัดกวักมือเรียกทหารมายึดอำนาจ แล้ววันนี้ยังลอยหน้าอยู่ในเวที ก็ต้องถือว่า "อย่างหนา" ด้วยเช่นกัน)

เมื่อทำผิด ทำไม่เหมาะสม แต่ไม่คิดจะแสดงความรับผิดชอบที่พอสมควรแก่เหตุ แม้แต่จะขอโทษสักคำก็ยังไม่มี หลังจากนี้ก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ อย่าลืมว่าทั้งคน ทั้งอุปกรณ์ มีพร้อมรอฟันอยู่แล้ว

อำนาจ กกต.หนนี้มี "ใบส้ม" เพิ่มขึ้นมา สามารถดีดออกจากสนามแข่งขัน ผู้สมัครก็โบ๋ไป คะแนนที่ได้ไม่เอามาคิด นี่ยังไม่นับรวมความผิดที่อาจเข้าข่ายยุบพรรค งานนี้จะแคนนอนไปถึง "พรรคเพื่อไทย" เพราะส่ง ส.ส.ไม่ครบ 350 เขต เพื่อหลีกบางเขตให้กับพรรคไทยรักษาชาติ ในทางการเมืองก็รู้ๆ กันว่า "ฮั้ว" หวังเก็บคะแนนตกน้ำ เพิ่มแต้มปาร์ตี้ลิสต์ โดยกฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ถ้าพรรคไทยรักษาชาติต้องออกจากสนาม แผนพรรคสาขาก็ต้องสะดุด โอกาสที่จะรวมเสียงได้ถึง 300 ก็ยากขึ้นกว่าเดิม

คนต้นคิดเรื่องทั้งหมดนี้เป็นใคร สังคมก็รู้ดี อย่าปล่อยให้เขานั่งหัวร่อรอดูความวุ่นวายในบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองอีกต่อไปเลย

ลือหึ่ง!'ตร.สันติบาล'บุกบ้าน ไร้เงา'ปรีชาพล'แกนนำทษช.

ลือหึ่ง!'ตร.สันติบาล'บุกบ้าน ไร้เงา'ปรีชาพล'แกนนำทษช.


เมื่อวันที่ 9 ก.พ. มีกระแสข่าวลือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ได้เดินทางไปที่บ้านพักของร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักชาติ(ทษช.) แต่ไม่เจอตัว มีเพียงความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อเวลา 12.40 น. พรรคไทยรักษาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ มีใจความว่า ตามที่ได้มีประกาศพระราชโองการใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น พรรคไทยรักษาชาติขอน้อมรับพระราชโองการข้างต้นไว้ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์
พรรคไทยรักษาชาติซาบซึ้งในพระเมตตาของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ที่ได้ให้ความเมตตาต่อพรรคฯ พรรคไทยรักษาชาติจะขอทำหน้าที่ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทย ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.
Loading...